วัดโนนสว่าง

ต.ศรีสงคราม อ.วังสะพุง
จ.เลย 42130

โทร.  085-646-5259

ประวัติ

Written by Admin
Hits: 601

ประวัติวัดโนนสว่าง

บ้านโนนสว่าง  ตำบลศรีสงคราม  อำเภอวังสะพุง  จังหวัดเลย

 

ผู้ริเริ่มการก่อสร้างวัด

            วัดโนนสว่าง  สร้างขึ้นเมื่อปีพ.ศ.  ๒๕๐๓  โดยพระธรรมวราลังการ (หลวงปู่ศรีจันทร์  วณฺณาโภ)  พระครูอดิสัยคุณาธาร  สมัยนั้น  ด้วยท่านเห็นว่าวัดจันทรังษีที่ท่านได้สร้างไว้ในบ้านเกิดของท่าน อยู่ในภูมิประเทศที่ไม่ดีเนื่องจากตั้งอยู่ริมแม่น้ำเลย ซึ่งมีน้ำกัดเซาะทุกปี  ซึ่งอาจทำให้เสียหายจากการผลการพังของตลิ่งได  หลวงปู่จึงคิดจะสร้างวัดขึ้นมาใหม่ อยู่ในบริเวณที่ปลอดภัยและสมบูรณ์  และได้สำรวจหาบริเวณที่ตั้งวัดใหม่  และมีความเห็นว่าที่ตั้งวัดโนนสว่างปัจจุบันนี้เป็นที่สมควรที่จะสร้างวัดขึ้นใหม่ เพราะที่บางส่วนเป็นป่าช้าสำหรับฝังศพ  บางส่วนก็เป็นที่สวนและบ้านที่พากันอพยพมาอยู่ใหม่ สร้างบ้านอยู่ตามสวนของตน ได้ถูกรบกวนจากสัตว์ต่าง ๆ เช่นเสือ เป็นต้น  จนอยู่ไม่ได้ ต้องอพยพออกมาจากสถานที่ดังกล่าว  หลวงปู่จึงได้ขอบิณฑบาตที่ดินส่วนนี้จากชาวบ้าน  รายชื่อผู้บริจาคมีดังนี้

            ๑.  นางสิงห์  มงคลศรีวิทยา     ๖  ไร่         ๗.  นายขันธ์    พลชา    ๓  ไร่  

            ๒. นายทอง  โสภาเปี้ย        ๕  ไร่          ๘.  นายทอ      ผางสา     ๑  ไร่

            ๓.  นายแถว  อินเจริญ         ๕  ไร่

            ๔.  กำนันเลิศ  เหตุเกษ        ๓  ไร่

            ๕.  นายกา  นามวงศา           ๔  ไร่

            ๖.  นายยัง   ดอกคำ                    ๓  ไร่

            เริมแรกของการก่อสร้างวัด  หลวงปู่ศรีจันทร์  ได้มาพักอยู่ในสถานที่ก่อสร้าง  โดยชาวบ้านสร้างกุฏิที่พอจะอาศัยได้เพื่อกันแดด  หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า  กุฏิกำมะลอ (กุฏิที่มุงด้วยหญ้าคา ฝาผนังทำด้วยหญ้าคา) โดยสร้างไว้สองสามหลังอยู่ต่อมามีพระธุดงค์มาแวะปักกลดพักอยู่ระยะหนึ่ง  คือ อาจารย์ละมุด  และมีพระธุดงค์มาแวะพักอยู่เป็นประจำ  หลวงพ่อแสง  ไม่ทราบฉายา  พระอาจารย์คูณ  พระอาจารย์ทอง  พระอาจารย์หนูกาด  มาพักจำพรรษาอยู่ ๑ พรรษา  พระอาจารย์ทอง  พระอาจารย์คำผาย  พักจำพรรษา ๓ พรรษา  พระอาจารย์ละมัย  ๒ พรรษา  ในช่วงนั้นศาลาและกุฏิยังเป็นไม้ไผ่และมุงด้วยหญ้าคาอยู่  ในปีพ.ศ. ๒๕๑๕  ท่านหลวงปู่ได้ชักชวนชาวบ้านสร้างศาลาการเปรียญขึ้น ๑ หลัง (หลังปัจจุบัน กว้าง ๑๗.๕๐ เมตร ยาว ๓๘.๕๐ เมตร ๑๑ ห้อง ๒ ชั้น)  โดยการขอแรงงานจากชาวบ้านโนนสว่างและบ้านใกล้เคียง  โดยประสานกับนายสำราญ  เพียปลัด  ป่าไม้อำเภอภูกระดึงในครั้งนั้น  ต่อมาก็มีพระอยู่จำพรรษาไม่ขาด 

            ต่อมา พ.ศ. ๒๕๑๖  ได้ทำหนังสือขออนุญาตสร้างวัด โดยใช้หนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ ของนายแก้ว  กินรี  จำนวน  ๓๐  ไร่  ตั้งอยู่หมู่ที่  ๑๑  ในครั้งนั้นและต่อมาได้เป็นหมู่ที่  ๓  บ้านโนนสว่าง  ตำบลศรีสงคราม   อำเภอวังสะพุง   จังหวัดเลย ปัจจุบัน และเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๘  ร้านมิตรนักเรียนที่จังหวัดเลย ถวายหลวงปู่  จำนวน  ๑๖  ไร่  ๑  งาน   ๑๕ ตารางวา ทางวัดชื้อเพิ่มจากนายเสถียร  บุญประทีป  ๒  ไร่  ๑ งาน   ๖๑  ตารางวา และที่ดินจากญาติโยมที่ไม่มีเอกสารสิทธ์อีก  ๑๐ ไร่  รวมหมดจำนวน  ๕๙  ไร่  ๘   ตารางวา   พ.ศ. ๒๕๕๓  ทางวัดได้ขอชื้อที่ดินด้านหลังวัดเพื่อขยายที่ปลูกป่าจำนวน  ๑๒  ไร่   รวมทั้งหมดจำนวน  ๗๑ ไร่  ๘   ตารางวา สภาพเป็นเนินสูง ลาดลงไป ใกล้หมู่บ้าน  เป็นที่สงบเงียบเหมาะสมกับผู้ที่ต้องการบำเพ็ญสมณะธรรมได้มาพักอาศัยเจริญกรรมฐานวิปัสสนา หรือศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรมเป็นอย่างดี มีอาณาเขตดังนี้ 

            ทิศตะวันออก  จดที่นายแก้ว  กินรี  ที่สวนนายทอ  ผางสา  นายคำ  ศรีอาต  นายคำตา  ภักดีอำนาจ 

            ทิศตะวันตก  จดถนนสายเลย - ขอนแก่น

            ทิศเหนือ  จดทางสาธารณะประโยชน์

            ทิศใต้       จดทางสาธารณะประโยชน์

 

สภาพของวัด

            ที่บางส่วนเป็นป่าช้า บางส่วนเป็นสวนของราษฎร  ปลูกต้นมะขามและมะม่วงไว้เท่านั้น  นอกนั้นเป็นป่ามีต้นไม้ขึ้นโดยทั่วไป  ก่อนจะสร้างถาวรวัตถุขึ้นได้ตัดถนนเป็นร็อก ๆ  ทั่วบริเวณวัด  เพื่อความสวยงามเป็นระเบียบสะดวกแก่การสร้างเสนาสนะต่างๆ และถาวรวัตถุอื่นๆ

 

  หลักฐานการสร้างวัดและตั้งวัด

๑.    ได้รับหนังสืออนุญาตให้สร้างวัด ลงวันที่ ๓๐ เดือน พฤศจิกายน  ๒๕๑๙

๒.  ได้รับประกาศกระทรวงศึกษาธิการ ตั้งเป็นวัด ลงวันที่ ๒๖ เดือน มิถุนายน ๒๕๒๑

๓.   ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา ตามหนังสือกรมการศาสนา ลงวันที่ ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๓๐ 

ถาวรวัตถุ

๑.    กุฏิ กว้าง ๘ ศอก  ยาว ๑๐ ศอก สร้างด้วยไม้  หลังคามุงสังกะสี  สร้างพ.ศ. ๒๕๐๕  ค่าก่อสร้างประมาณ ๕,๐๐๐ บาท

๒.  กุกิ กว้าง ๘ ศอก  ยาว ๑๑ ศอก สร้างด้วยไม้  หลังคามุงสังกะสี สร้างพ.ศ. ๒๕๐๗ ค่าก่อสร้างรวมทั้งสิ้น ๕,๕๐๐ บาท

๓.   กุฏิ กว้าง ๘ ศอก  ยาว ๑๐ ศอก สร้างด้วยไม้ หลังคามุงสังกะสี สร้างพ.ศ. ๒๕๑๐ ค่าก่อสร้างรวมทั้งสิ้น ๕,๐๐๐ บาท

๔.   กุฏิ กว้าง ๑๒ ศอก ยาว ๑๕ ศอก ๒ ชั้น ชั้นล่างเทคอนกรีต ประตูเหล็ก หลังคามุงสังกะสี มีห้องน้ำพร้อม สร้าง พ.ศ. ๒๕๑๘ ค่าก่อสร้าง ๑๕,๐๐๐ บาท

๕.   กุฏิ กว้าง ๑๐ ศอก ยาว ๑๓ ศอก ๒ ชั้น หลังคามุงสังกะสี สร้าง พ.ศ. ๒๕๒๐ สร้าง พ.ศ. ๒๕๒๐ สิ้นค่าก่อสร้าง ๑๒,๐๐๐ บาท

๖.    กุฏิ กว้าง ๑๒ ศอก  ยาว ๑๘ ศอก สร้างด้วยไม้  หลังคามุงสังกะสี ปั๊มน้ำมันไทยอนันต์สร้างถวาย สร้าง พ.ศ. ๓๕๓๐ ค่าก่อสร้าง ๑๐๐,๐๐๐ บาท

๗.   กุฏิญาติประสานมิตร กว้าง ๑๕ ศอก ยาว ๑๕ ศอก ชั้นเดียว หลังคามุงกระเบื้อง   สร้าง พ.ศ. ๒๕๓๔ ค่าก่อสร้างประมาณ ๒๔๐,๐๐๐ บาท

๘.  กุฏิศรีจันทร์วัณณาพระสถิต กว้าง ๑๒ ศอก ยาว ๑๘ ศอก สร้างด้วยคอนกรีต ชั้นเดียว หลังคา  มุกกระเบื้อง สร้าง พ.ศ. ๒๕๓๗ ค่าก่อสร้างประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ บาท

๙.   กุฏิ กว้าง ๑๒ ศอก ยาว ๑๘ ศอก ชั้นเดียว  สร้างด้วยคอนกรีต หลังคามุงกระเบื้อง สร้าง พ.ศ. ๒๕๓๘ ค่าก่อสร้างประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ บาท

๑๐.      กุฏิแซ่วู  กว้าง ๑๘ ศอก ยาว ๒๐ ศอก  สร้างด้วยคอนกรีต ชั้นเดียว หลังคามุกกระเบื้อง  สร้าง พ.ศ. ๒๕๓๙  ค่าก่อสร้างประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ บาท

๑๑.      กุฏิเพียปลัด กว้าง ๑๘ ศอก ยาว ๒๐ ศอก อาคารคอนกรีต ชั้นเดียว มุงด้วยสังกะสี  สร้าง พ.ศ. ๒๕๓๙ ค่าก่อสร้างประมาณ ๒๕๐,๐๐๐ บาท

๑๒.     กุฏิมาศีริ  กว้าง ๑๘ ยาว ๑๘ ศอก  อาคารคอนกรีตชั้นเดียว มุงด้วยสังกะสี สร้าง พ.ศ. ๒๕๔๗  ค่าก่อสร้างประมาณ ๒๕๐,๐๐๐ บาท

๑๓.      กุฏิอัปปมัญญา  กว้าง   ๔  ยาว  ๔  เมตร อาคารคอนกรีตชั้นเดียว สร้าง พ.ศ. ๒๕๔๙

             ค่าก่อสร้างประมาณ  ๑๐๒,๐๐๐๐  บาท

๑๔.       กุฏิดุษฎีอนุสรณ์  กว้าง   ๔  ยาว  ๔  เมตร อาคารคอนกรีตชั้นเดียว สร้าง พ.ศ. ๒๕๕๐

             ค่าก่อสร้างประมาณ  ๑๐๓,๕๐๐๐  บาท

๑๕.      ศาลาการเปรียญ กว้าง ๑๗.๕๐ เมตร ยาว ๓๘.๕๐ เมตร ๑๑ ห้อง ๒ ชั้น เสาชั้นล่างคอน

            กรีต    เสริมเหล็ก ชั้นบนต่อเสาไม้ พื้นชั้นล่างเทคอนกรีต ฝาชั้นล้างก่ออิฐบล็อก  ประตู

           เหล็กสามด้าน ชั้นบนฝาไม้กระดาน เริ่มสร้างพ.ศ. ๒๕๑๖ เสร็จ พ.ศ. ๒๕๑๙ หลังคา

            มุงสังกะสี ค่าก่อสร้าง ๗๐๐,๐๐๐ บาท

๑๖.        อุโบสถ กว้าง ๘ เมตร ยาว ๒๐.๕๐ เมตร หลังคามุงกระเบื้อง พื้นปูด้วยหินอ่อน  เริ่มก่อสร้าง วันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๒๘  แล้วเสร็จ วันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๓๓  สิ้นค่าก่อสร้าง ๒,๐๖๑,๖๕๒ บาท (สองล้านหกหมื่นหนึ่งพันหกร้อยห้าสิบสองบาทถ้วน)

๑๗.     เจดีย์พิพิธภัณฑ์หลวงปู่ศรีจันทร์  กว้าง ๒๑ เมตร ยาว ๒๑ สูง เมตร ๓๗ เมตร  เริ่มก่อสร้าง พ.ศ. ๒๕๓๖ แล้วเสร็จ พ.ศ. ๒๕๔๐ สิ้นงบประมาณในการก่อสร้าง ๖,๘๐๐,๐๐๒ บาท

๑๘.โรงครัว กว้าง ๖  เมตร  ยาว ๒๘ เมตร  มุงสังกะสี  สร้าง พ.ศ. ๒๕๔๕ งบประมาณ ๘๐,๐๐๐ บาท

๑๙.      ห้องน้ำ ๒๕ ห้อง

๒๐.     เมรุ กว้าง ๔ เมตร ยาว ๑๒ เมตร สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๖ ค่าก่อสร้าง ๓๕๐,๐๐๐ บาท

๒๑.     หอระฆัง กว้าง  ๔  คูณ  ๔ เมตร ๓ ชั้น สร้างเมื่อ  พ.ศ.๒๕๕๐ ค่าก่อสร้าง ๓๖๕,๓๒๐ บาท

 

สาธารณูปโภค

๑.    บ่อน้ำบาดาล ๑ บ่อ  โดยทางกรมทรัพยากรธรณี มาติดตั้งให้  เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๕

๒.  ถังเก็บน้ำฝน ๖ ถัง โดยสาธารณสุข จังหวัดเลย สร้างถวาย พ.ศ. ๒๕๑๗

๓.   ถังเก็บน้ำประปาใช้ในวัด สร้างพ.ศ. ๒๕๓๓ ค่าก่อสร้าง ๖๕,๐๐๐ บาท

๔.   สระน้ำกว้าง ๒๐ เมตร ยาว ๔๐ เมตร ลึก ๔,๕๐ เมตร อยู่ด้านทิศตะวันตกของวัด สร้างเมื่อพ.ศ. ๒๕๒๐ โดยเงินบำรุงท้องที่ ๔๐,๐๐๐ บาท

๕.   สระน้ำทิศตะวันออก กว้าง ๒๕ เมตร ยาว ๔๕ เมตร สร้าง พ.ศ. ๒๕๓๐ ค่าก่อสร้าง ๑๐๐,๐๐๐ บาท 

 

เจ้าอาวาสวัดโนนสว่าง

            จำเดิมแต่สร้างวัดมามีพระธุดงค์กรรมฐานมาอยู่บำเพ็ญสมณะธรรมหลายรูป รูปละ ๒ พรรษา ๓ พรรษา บ้าง   เมื่อปีพ.ศ. ๒๕๒๑ คณะสงฆ์ได้แต่งตั้งให้ พระมนัส  อคฺคธมฺโม  เป็นเจ้าอาวาสวัดโนนสว่างจนถึงปี พ.ศ. ๒๕๒๖ พระบัวลา ฐิตจิตฺโต  เป็นเจ้าอาวาส จนถึงปีพ.ศ. ๒๕๓๐ พระรุ่งโรจน์  ทนฺตจิตฺโต ได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาส จนถึงพ.ศ. ๒๕๓๗  พระครูโอภาสสีลาภรณ์ จนถึงปีพ.ศ. ๒๕๔๘ ปัจจุบันพระครูประภาศธรรมานันท์ ฉายา ปภานนฺโท เป็นเจ้าอาวาส 

 

ประวัติการตั้งชื่อวัด

            วัดโนนสว่างเดิม ชื่อว่า อรุณรังษี หลวงปู่ศรีจันทร์ท่านให้ความหมายว่า อรุณ แปลว่า สว่าง  คำว่า รังษี  เป็นชื่อของหลวงปู่ศรีจันทร์  ต่อมา เปลี่ยนเป็น  สว่างรังษี  และได้รับการแต่งตั้งจากกรมการศาสนา เป็น วัดโนนสว่างในปัจจุบัน  ซึ่งมีสภาพเป็นเนิน สูง และเมื่อดวงอาทิตย์ขึ้นสู่ขอบฟ้าก็จะเกิดความสว่างไสว ผู้คนที่ผ่านไปมาตลอดจนผู้ที่มีโอกาสเข้ามาเยือน ได้พูดกันเป็นเสียงเดียวกันว่า  สมชื่อ  โนนสว่าง

ในวัดโนนสว่างยังมีพระพุทธรูปคู่วัดองค์หนึ่งซึ่งมีโยมที่ศรัทธาในตัวหลวงปู่นำมาจากจังหวัดนครศรีอยุธยา นำมาถวายไว้ ซึ่งเป็นพุทธรูปที่มีความศักดิ์สิทธิ์มาก  ในครั้งหนึ่งได้มีชาวบ้านจากถิ่นอื่นมารับจ้างเลื่อยไม้ที่สนามไม้ใกล้ๆ วัด วันหนึ่งขณะใกล้ค่ำมีฝนห่าใหญ่ตกลงมา ชาวบ้านที่มารับจ้างเลื่อยไม้จึงได้เก็บข้าวของเข้ามาขอพักที่ในศาลาการเปรียญหลังเก่า พอมาถึงศาลาทุกอย่างก็มืดไฟที่จะส่องก็ไม่มี พวกเขาจึงถามกันว่าใครนำไม้ขีดไฟติดตัวมาด้วยไหม  แต่ก็ไม่มีใครนำไม้ขีดไฟติดตัวมาด้วยเพราะความรีบร้อน ในระหว่างที่คนเหล่านั้นกำลังสนทนากันอยู่นั้นก็เกิดแสงสว่างขึ้นตรงพระพุทธรูปองค์ดังกล่าว มีความสว่างมาก ทำให้คนเหล่านั้นถึงกับตลึงแล้วรีบช่วยกันกางมุ้งนอน พอนอนลงแสงสว่างที่มีอยู่ก็เลือนรางหายไป จึงให้ชื่อพระพุทธรูปองค์นี้ว่า พระพุทธสว่างรังสี หลวงพ่อพระพุทธสว่างรังสีองค์นี้ ชาวบ้านผู้มีศรัทธามักจะนำพวงมาลัยแวะมากราบขอพรอยู่เป็นประจำ และก็สำเร็จสมความปรารถนาเกือบทุกคน (ที่มา จากการบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้าน)

 

ปาฏิหาริย์ที่เกิดขึ้นในการประกอบพิธีสำคัญตั้งแต่สร้างวัดมา

            ครั้งที่ ๑   ในการประกอบพิธียกช่อฟ้าพระอุโบสถ ได้เกิดความมหัศจรรย์ คือในขณะที่ทำพิธีอยู่นั้นได้เกิดมีพายุลมฝนขึ้นโดยก่อนที่จะเริ้มพิธีนั้นท้องฟ้าก็ยังสดใสและมีแสงแดดแรงกล้าอยู่แต่พอประกอบพิธียกเท่านั้นก็เกิดพายุลมฝนที่รอบบริเวณเนินของสถานที่ตั้งวัด แต่พอประกอบพิธีเสร็จสิ้นลงเหตุการณ์ดังกล่าวมานั้นก็กลับเข้าสู่เหตุการณ์ปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้ได้เกิดพายุลมฝน จนทำให้พระเถรผู้ใหญ่บางองค์สวดคาถาเบิกเลิกเพื่อจะให้เหตุการณ์นั้นสงบ เพราะผู้คนที่อยู่ร่วมในพิธีต่างก็วิ่งหนีหลบลมฝนกันวุ้นวายไปหมด

            ครั้งที่  ๒  ในการประกอบพิธีบันจุพระบรมพระสาลิริกธาตุ และยกฉัตรขึ้นบนยอดเจดีย์พิพิธภัณฑ์หลวงปู่ศรีจันทร์  วัณณาโภ  ๑๘  พฤษภาคม  ๒๕๓๙  ในวันนั้นมีผู้คนมาร่วมงานประมาณเกือบ ๒๐๐๐ คนวันนั้นมี พลเอกอาทิตย์ กำลังเอก เป็นประธานฝ่ายฆราวาส  หลวงปู่ศรีจันทร์ วัณณาโภ เป็นประธานฝ่ายสงฆ์มีพระเถรานุเถระเข้าร่วมพิธีจำนวน ๙  รูปพร้อมทั้งพระภิกษุสามเณรที่มาร่วมงาน แต่พอเริ้มประกอบพิธียกฉัตร และพระบรมพระสาลีริกธาตุ ก็เกิดเหตุการณ์ที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน วันนั้นเวลาราว ๑๐ .๐๐ น. ถึง ๑๑.๐๐ น.  ท้องฟ้าสว่างแดดแรงแต่ผู้คนก็ไม่มีใครบ่นว่าร้อนเลย แต่ต่อเมื่อฉัตรได้ถูกดึงด้วยเชือกจากแรงดึงของผู้คนที่มาร่วมงานเป็นจำนวนหลายร้อยคน ฉัตรลอยตามเส้นสลิงที่ขึงไว้รองรับน้ำหนักของฉัตร  ก็มีเหตุกาลเกิดพายุลมฝนขึ้นท้องฟ้ามืดไปด้วยเมฆหมอกประกอบกลับลมแรงมาก มองตามฉัตรขึ้นไปบนยอดเจดีย์ก็มีกลุ่มเมฆลอยผ่านเป็นระยะ ๆ โยมที่เป็นพราหมณ์ขึ้นไปเพื่อจะยกฉัตรตั้งบนยอดเจดีย์ เล่าว่าในขณะนั้นลมแรงมากแต่ก็ไม่มีใครเกิดความกลัวต่อเหตุกาลที่เกิดขึ้นนั้นเลย ครั้นประกอบพิธีเสร็จทุกอย่างก็เข้าสู่เหตุกาลปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น นี้คือความที่ผู้เขียนได้ประสบมาด้วยตนเองและเป็นความมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นในการที่มีการประกอบพิธีสำคัญของวัดโนนสว่าง แห่งนี้  จึงนำมาเสนอเพื่อผู้ที่ผ่านไปมาแวะกราบพระธาตุ อัฐิธาตุของหลวงปู่ศรีจันทร์ วัณณาโภ  อัฐิธาตุของครูบาอาจารย์  และกราบหลวงพ่อพระพุทธสว่างรังสี  ซึ่งประดิษฐานอยู่บนเจดีย์พิพิธภัณฑ์  เป็นพระพุทธรูปที่มีญาติโยมชาวจังหวัดนครศรีอยุธยาผู้มีศรัทธานำมาถวายองค์หลวงปู่เพื่อเป็นพระพุทธรูปคู้วัดโนนสว่างแห่งนี้ต่อไป